วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

โครงงานคอมพิวเตอร์เรื่อง  การประดิษฐ์หมอนที่รองเมาส์จากสมุนไพรโดยการนำเสนอผ่าน Blog



โดย
เด็กหญิงตรีรัตน์ อินสว่าง เลขที่ 23
เด็กหญิงธัญรดา บุญเรืองรอด เลขที่ 25
เด็กหญิงเปรมฤทัย ศรีบุญเพ็ง เลขที่ 26
เด็กหญิงศศิประภา นาคปาน เลขที่ 29
เด็กหญิงศิวภรณ์ ดวงแก้ว เลขที่ 30
มัธยมศึกษาปีที่ 3/1


โครงงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสาระการเรียนรู้งานการอาชีพและเทคโนโลยี
โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุพรรณบุรี

ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557

โครงงานคอมพิวเตอร์เรื่อง การประดิษฐ์หมอนที่รองเมาส์จากสมุนไพรโดยการนำเสนอผ่าน Blog
คณะผู้จัดทำ
1. เด็กหญิงตรีรัตน์ อินสว่าง เลขที่ 23
2. เด็กหญิงธัญรดา บุญเรืองรอด เลขที่ 25
3. เด็กหญิงเปรมฤทัย ศรีบุญเพ็ง เลขที่ 26
4. เด็กหญิงศศิประภา นาคปาน เลขที่ 29
5. เด็กหญิงศิวภรณ์ ดวงแก้ว เลขที่ 30
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1
โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุพรรณบุรี
คุณครูที่ปรึกษา คุณครูเพ็ญประภา นันทนาสิทธิ์
ปีการศึกษาที่ 2/2557

บทคัดย่อ

การประดิษฐ์หมอนที่รองเมาส์จากสมุนไพรโดยการนำเสนอผ่าน Blogมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดความเมื่อยล้าของข้อมือและเพื่อผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์จะรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดที่เกิดจากการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานโดยมีขั้นตอนการทำเป็นหมอนที่รองเมาส์จากสมุนไพรแล้วทดสอบว่าสามารถช่วยลดความเมื่อยล้าของข้อมือและช่วยผ่อนคลายจากความเครียดที่เกิดจากการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานได้หรือไม่
จากการทดสอบพบว่า ความพึงพอใจของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ หมอนที่รองเมาส์จากสมุนไพร ในด้านความสวยงามของผลิตภัณฑ์ มีผู้ใช้จำนวน 5 คนพึงพอใจในระดับมากที่สุด ด้านผลิตภัณฑ์สามารถลดความเมื่อยล้าของข้อมือได้ มีผู้ใช้จำนวน 3 คนพึงพอใจในระดับมากที่สุด ด้านผลิตภัณฑ์มีขนาดที่เหมาะสมต่อการใช้งาน มีผู้ใช้จำนวน 4 คนพึงพอใจในระดับมากที่สุด ด้านผลิตภัณฑ์มีความสร้างสรรค์ มีผู้ใช้จำนวน 6 คนพึงพอใจในระดับมากที่สุด และด้านผู้ใช้รู้สึกผ่อนคลายจากการอยู่หน้าคอมเวลานาน มีผู้ใช้จำนวน 5 คนพึงพอใจในระดับมาก

บทที่ 1
บทนำ


ที่มาและความสำคัญ
                เนื่องจากปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ต่อ
ทุกวงการทั่วโลก รวมทั้งวงการศึกษาไทยด้วย และผลพวงที่ติดตามมาก็คือปัญหาทางด้านสุขภาพ เพราะปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่ใช้คอมพิวเตอร์เป็น ใช้โดยเฉลี่ยจัดว่าประชากรใช้คอมพิวเตอร์หลายชั่วโมงต่อวัน ซึ่งแน่นอนว่าการนั่งจ้องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพอย่างแน่นอน
                ดังนั้นจากเหตุผลดังกล่าวทางคณะผู้จัดทำจึงคิดประดิษฐ์หมอนที่รองเมาส์จากสมุนไพรโดยการนำเสนอผ่าน Blog เพื่อช่วยลดความเมื่อยล้าของข้อมือจากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน และเพิ่มประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ด้วยการเพิ่มกลิ่นสมุนไพรเข้าไปในหมอนเพื่อผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์จะรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดที่เกิดจากการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน
วัตถุประสงค์
1. เพื่อช่วยลดความเมื่อยล้าของข้อมือ
2. เพื่อผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์จะรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดที่เกิดจากการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน
ขอบเขตการศึกษา
                ในการประดิษฐ์นี้ จะเป็นการพัฒนาเครื่องมือเกี่ยวกับอุปกรณ์เสริมในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์โดยมีขอบเขตการศึกษาคันคว้าดังนี้
                สถานที่ทำการทดลอง
                              บ้านเลขที่238 ตำบลท่าระหัด อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี
 ระยะเวลาในการทดลอง
                                ตั้งแต่การทำการประดิษฐ์ครั้งนี้ทำในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2557 – กุมภาพัธ์ 2558ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 - 2 กุมภาพันธ์ 2558
ประโยชน์ที่ได้รับ
                1. ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
                2. สามารถสร้างเป็นอาชีพหารายได้ช่วยเหลือ และแบ่งเบาภาระครอบครัวได้

บทที่ 3วิธีการศึกษาค้นคว้า

ในการประดิษฐ์หมอนที่รองเมาส์จากสมุนไพรโดยการนำเสนอผ่าน Blog มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดความเมื่อยล้าของข้อมือและเพื่อผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์จะรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดที่เกิดจากการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน
1.วัสดุอุปกรณ์
2.วิธีการดำเนินการ
                                       1. วัสดุอุปกรณ์
1.เศษผ้า
2.เข็ม
3.ด้าย
4.ใยสังเคราะห์
5.สมุนไพรแก้ปวดเมื่อย (ตามที่แจกแจงส่วนผสมอย่างละเอียดใน บทที่ 2)
6.กาวแท่ง
7.เทียน
8.ไฟแช็ก
9.ของตกแต่งสวยงามอื่นๆ
10.ภาชนะก้นลึก
11.ช้อนชา
12.ช้อนโต๊ะ
13.ดินสอ
14.กรรไกรตัดผ้า
                                 2.วิธีการดำเนินการ
1.ใช้ดินสอร่างเส้นบางๆตามรูปแบบของหมอนที่ต้องการลงบนเศษผ้า จำนวน 2 ชิ้น
2.ตัดผ้าตามที่ร่างเส้นไว้
3.เย็บผ้าทั้ง 2 ชิ้นเข้าด้วยกันโดยเว้นช่องไว้พอประมาณ                                                                                           
4.กลับด้านนอกของผ้าเข้าด้านใน
5.นำการบูรใส่ลงไปในภาชนะ 1 ช้อนโต๊ะ
6.นำพิมเสนใส่ลงไปในภาชนะ 1 ช้อนชา
7.นำสมุนไพรแก้ปวดเมื่อยใส่ลงไปในภาชนะ 1 ช้อนโต๊ะ
8.คนผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันในภาชนะ
9.ฉีกใยสังเคราะห์ออกจากกันเป็นชิ้นเล็กฝอย
10.ขยุ้มใยสังเคราะห์ประมาณ 1 กำมือ
11.ตักส่วนผสมในภาชนะใส่ลงไปบนใยสังเคราะห์
12.ม้วนห่อใยสังเคราะห์โดยระวังไม่ให้ส่วนผสมข้างในหกออกมา
13.ยัดใยสังเคราะห์ที่ห่อส่วนผสมทั้งหมดเข้าไปในเศษผ้าที่เว้นช่องไว้
14.เย็บช่องว่างที่เหลือให้สนิท
15.ตกแต่งลวดลายเพิ่มเติม ด้วยการติดลูกไม้ หรือ ใช้กาวแท่งลนไฟติดเศษผ้าอื่นเพิ่มเพื่อความสวยงาม
16. สร้างแบบประเมินความพึงพอใจด้านต่างๆของผลิตภัณฑ์
17. โดยการนำเสนอผ่าน Blog

บทที่ 4

ผลการดำเนินงาน

4.1 ผลการดำเนินงาน
จากการให้ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ หมอนที่รองเมาส์จากสมุนไพร จำนวน 10 คน ทำแบบสอบถามสำรวจความพึงพอใจ ผลความพึงพอใจของผู้ใช้เป็นไป ดังตารางนี้
*ระดับความพึงพอใจ 5 = มากที่สุด 4 = มาก 3 = ปานกลาง    2 = น้อย และ 1 = น้อยที่สุด
*ระดับความพึงพอใจ 5 = มากที่สุด 4 = มาก 3 = ปานกลาง    2 = น้อย และ 1 = น้อยที่สุด
ประเด็นการสำรวจความพึงพอใจ
จำนวนผู้ใช้ที่พึงพอใจในแต่ละระดับ(คน)
5
4
3
2
1
1.ความสวยงามของผลิตภัณฑ์
5
4
1
-
-
2.ผลิตภัณฑ์สามารถลดความเมื่อยล้าของข้อมือได้
3
6
1
-
-
3.ผลิตภัณฑ์มีขนาดที่เหมาะสมต่อการใช้งาน
4
4
2
-
-
4.ผลิตภัณฑ์มีความสร้างสรรค์
6
3
1
-
-
5.ผู้ใช้รู้สึกผ่อนคลายจากการอยู่หน้าคอมเวลานาน
4
5
-
1
-
ตารางแสดงผลความพึงพอใจของผู้ใช้ในแต่ละระดับ

                ความพึงพอใจของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ หมอนที่รองเมาส์จากสมุนไพรในด้านความสวยงามของผลิตภัณฑ์ มีผู้ใช้จำนวน 5 คนพึงพอใจในระดับมากที่สุด ผู้ใช้จำนวน 4 คนพึงพอใจในระดับมาก และผู้ใช้จำนวน คนพึงพอใจในระดับปานกลาง ด้านผลิตภัณฑ์สามารถลดความเมื่อยล้าของข้อมือได้ มีผู้ใช้จำนวน 3 คนพึงพอใจในระดับมากที่สุด ผู้ใช้จำนวน 6 คนพึงพอใจในระดับมาก และผู้ใช้จำนวน คนพึงพอใจในระดับปานกลาง ด้านผลิตภัณฑ์มีขนาดที่เหมาะสมต่อการใช้งาน มีผู้ใช้จำนวน 4 คนพึงพอใจในระดับมากที่สุด ผู้ใช้จำนวน 4 คนพึงพอใจในระดับมาก และผู้ใช้จำนวน 2 คนพึงพอใจในระดับปานกลาง ด้านผลิตภัณฑ์มีความสร้างสรรค์ มีผู้ใช้จำนวน 6 คนพึงพอใจในระดับมากที่สุด ผู้ใช้จำนวน 3 คนพึงพอใจในระดับมาก และผู้ใช้จำนวน 1 คนพึงพอใจในระดับปานกลาง และด้านผู้ใช้รู้สึกผ่อนคลายจากการอยู่หน้าคอมเวลานาน มีผู้ใช้จำนวน 4 คนพึงพอใจในระดับมากที่สุด ผู้ใช้จำนวน 5 คนพึงพอใจในระดับมาก และผู้ใช้จำนวน 1 คนพึงพอใจในระดับน้อย
 บทที่ 5สรุปผลและข้อเสนอแนะ

สรุปผล
                ความพึงพอใจของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ หมอนที่รองเมาส์จากสมุนไพรในด้านความสวยงามของผลิตภัณฑ์ มีผู้ใช้จำนวน 5 คนพึงพอใจในระดับมากที่สุด ผู้ใช้จำนวน 4 คนพึงพอใจในระดับมาก และผู้ใช้จำนวน คนพึงพอใจในระดับปานกลาง ด้านผลิตภัณฑ์สามารถลดความเมื่อยล้าของข้อมือได้มีผู้ใช้จำนวน 3 คนพึงพอใจในระดับมากที่สุด ผู้ใช้จำนวน 6 คนพึงพอใจในระดับมาก และผู้ใช้จำนวน คนพึงพอใจในระดับปานกลางด้านผลิตภัณฑ์มีขนาดที่เหมาะสมต่อการใช้งานมีผู้ใช้จำนวน 4 คนพึงพอใจในระดับมากที่สุด ผู้ใช้จำนวน 4 คนพึงพอใจในระดับมาก และผู้ใช้จำนวน 2 คนพึงพอใจในระดับปานกลาง ด้านผลิตภัณฑ์มีความสร้างสรรค์มีผู้ใช้จำนวน 6 คนพึงพอใจในระดับมากที่สุด ผู้ใช้จำนวน 3 คนพึงพอใจในระดับมาก และผู้ใช้จำนวน 1 คนพึงพอใจในระดับปานกลาง และด้านผู้ใช้รู้สึกผ่อนคลายจากการอยู่หน้าคอมเวลานานมีผู้ใช้จำนวน 4 คนพึงพอใจในระดับมากที่สุด ผู้ใช้จำนวน 5 คนพึงพอใจในระดับมาก และผู้ใช้จำนวน 1 คนพึงพอใจในระดับน้อย
ข้อเสนอแนะ
1.ควรเพิ่มปริมาณสมุนไพร


 ภาคผนวก

























วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

Google Earth

Google Earth is a virtual globe, map and geographical information program that was originally called EarthViewer 3D, and was created by Keyhole, Inc, a Central Intelligence Agency (CIA) funded company acquired by Google in 2004 (see In-Q-Tel). It maps the Earth by the superimposition of images obtained from satellite imagery, aerial photography and GIS 3D globe. It was available under three different licenses, two currently: Google Earth, a free version with limited function; Google Earth Plus (discontinued),which included additional features; and Google Earth Pro ($399 per year), which is intended for commercial use.
The product, re-released as Google Earth in 2005, is currently available for use on personal computers running Windows 2000 and above, Mac OS X 10.3.9 and above, Linux kernel: 2.6 or later (released on June 12, 2006), andFreeBSD. Google Earth is also available as a browser plugin which was released on May 28, 2008.It was also made available for mobile viewers on the iPhone OS on October 28, 2008, as a free download from the App Store, and is available to Android users as a free app in the Google Play store. In addition to releasing an updated Keyhole based client, Google also added the imagery from the Earth database to their web-based mapping software, Google Maps. The release of Google Earth in June 2005 to the public caused a more than tenfold increase in media coverage on virtual globes between 2004 and 2005,driving public interest in geospatial technologies and applications. As of October 2011, Google Earth has been downloaded more than a billion times.
For other parts of the surface of the Earth, 3D images of terrain and buildings are available. Google Earth uses digital elevation model (DEM) data collected byNASA's Shuttle Radar Topography Mission (SRTM).This means one can view the whole earth in three dimensions. Since November 2006, the 3D views of many mountains, including Mount Everest, have been improved by the use of supplementary DEM data to fill the gaps in SRTM coverage.
Many people use the applications to add their own data, making them available through various sources, such as the Bulletin Board Systems (BBS) or blogsmentioned in the link section below. Google Earth is able to show all kinds of images overlaid on the surface of the earth and is also a Web Map Serviceclient. Google Earth supports managing three-dimensional Geospatial data through Keyhole Markup Language (KML).

Detail
Google Earth is simply based on 3D maps, with the capability to show 3D buildings and structures (such as bridges), which consist of users' submissions using SketchUp, a 3D modeling program software. In prior versions of Google Earth (before Version 4), 3D buildings were limited to a few cities, and had poorer rendering with no textures. Many buildings and structures from around the world now have detailed 3D structures; including (but not limited to) those in the United States, Canada, Mexico, India, Japan, United Kingdom, Spain, Germany, Pakistan and the cities, Amsterdam and Alexandria. In August 2007, Hamburg became the first city entirely shown in 3D, including textures such as façades. The 'Westport3D' model was created by 3D imaging firm AM3TD using long-distance laser scanning technology and digital photography and is the first such model of an Irish town to be created. As it was developed initially to aid Local Government in carrying out their town planning functions it includes the highest resolution photo-realistic textures to be found anywhere in Google Earth. Three-dimensional renderings are available for certain buildings and structures around the world via Google's 3D Warehouse and other websites. In June 2012, Google announced that it will start to replace user submitted 3D buildings with auto-generated 3D mesh buildings starting with major cities. Although there are many cities on Google Earth that are fully or partially 3D, more are available in the Earth Gallery. The Earth Gallery is a library of modifications of Google Earth people have made. In the library there are more than just modifications for 3D buildings there are models of earth quakes using the Google Earth model, 3D forests, and much more.

Recently, around 2009, Google added a feature that allows users to monitor traffic speeds at loops located every 200 yards in real-time. In version 4.3 released on April 15, 2008, Google Street View was fully integrated into the program allowing the program to provide an on the street level view in many locations.
On January 31, 2010, the entirety of Google Earth's ocean floor imagery was updated to new images by SIO, NOAA, US Navy, NGA, andGEBCO. The new images have caused smaller islands, such as some atolls in the Maldives, to be rendered invisible despite their shores being completely outlined.
Bangkok
Phuket

Paris France

Google maps

Google Maps is a web mapping service application and technology provided by Google, that powers many map-based services, including the Google Maps website, Google Ride Finder, Google Transit,and maps embedded on third-party websites via the Google Maps API. It offers street maps, a route planner for traveling by foot, car, bike (beta), or with public transportation and a locator for urban businesses in numerous countries around the world. Google Maps satellite images are not updated in real time, but rather they are several months or years old.
Google Maps uses a close variant of the Mercator projection, so it cannot show areas around the poles. A related product is Google Earth, a stand-alone program which offers more globe-viewing features, including showing polar areas.


Satellite view

Google Maps provides high-resolution aerial or satellite images for most urban areas all over the world. Most of the world's current satellite imagery is over 5 years old and updated infrequently, resulting in not showing the newer features and updates that have been made to various infrastructures. Various governments have complained about the potential for terrorists to use the satellite images in planning attacks. Google has blurred some areas for security (mostly in the United States),previously the United States Capitol, the White House, and the U.S. Naval Observatory area (where the official residence of the Vice President is located). Other well-known government installations, including Area 51 in the Nevada desert, are visible.

Not all areas on satellite images are covered in the same resolution; less populated areas usually get less detail. With the introduction of an easily pannable and searchable mapping and satellite imagery tool, Google's mapping engine prompted a surge of interest in satellite imagery. Sites were established to feature satellite images of interesting natural and man-made landmarks, including such novelties as "large type" writing visible in the imagery, as well as famous stadiums and unique geological formations.Although Google uses the word satellite, most of the high-resolution imagery of cities is aerial photography taken from aircraft flying at 800–1500 feet rather than from satellites; while most other imagery is in fact from satellites.

This is a my home by satellite view.


satellite view floods in Bangkok 


This is a my home